ขั้นตอนที่ 2: เตรียมดิน
เลือกดินร่วนซุยที่ระบายน้ำได้ดี มีความอุดมสมบูรณ์ และมีอินทรียวัตถุสูง พรวนดินและกำจัดวัชพืชให้เรียบร้อย จากนั้นผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไป เพื่อเพิ่มสารอาหารให้ดินก่อนการเพาะปลูก
ขั้นตอนที่ 3: การหว่านเมล็ดพันธุ์
- นำดินที่ชุ่มร่วนลงถาดเพาะ แล้วโรยเมล็ดมะเขือเทศเชอร์รี่บาง ๆ ลงไป กลบด้วยดินร่วนละเอียดหนาประมาณ 0.5 ซม.
- รดน้ำให้ดินชุ่มสม่ำเสมอ วางถาดเพาะในที่ร่ม อากาศถ่ายเทสะดวกและมีแสงแดดรำไร เมล็ดจะเริ่มงอกภายใน 5-7 วัน
- เมื่อกล้าโตสูงประมาณ 10-15 ซม. และมีใบจริง 3-4 ใบ สามารถย้ายปลูกลงแปลงหรือกระถางได้
ขั้นตอนที่ 1: ฟักเมล็ด
นำเมล็ดมะเขือเทศเชอร์รี่แช่น้ำอุ่นที่อุณหภูมิประมาณ 30-40°C เป็นเวลา 3-6 ชั่วโมง จากนั้นนำเมล็ดออก ล้างด้วยน้ำสะอาด และผึ่งในที่ร่มที่มีอุณหภูมิ 25-30°C เป็นเวลา 6-10 ชั่วโมง
เคล็ดลับ: มะเขือเทศเชอร์รี่เจริญเติบโตได้ดีที่สุดในสภาพอากาศอบอุ่น ทำให้ได้ผลสีแดงสด ขนาดสวย รสชาติหวานฉ่ำ และกรอบอร่อย โดยจะเจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อน กึ่งร้อน และอบอุ่น เช่น เอเชีย ไทย อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
ขั้นตอนที่ 4: การดูแลและเก็บเกี่ยว
- ควรรดน้ำต้นมะเขือเทศเชอร์รี่อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในฤดูแล้งที่มีแดดจัด ส่วนในฤดูฝนควรคลุมแปลงปลูกเพื่อป้องกันน้ำฝนที่มากเกินไป ซึ่งอาจทำให้รากเน่าได้
- เมื่อกล้ามีใบจริง 3-4 ใบ อาจพบว่าใบมีสีเหลืองอ่อนเนื่องจากขาดไนโตรเจน และรากยังไม่แข็งแรง ในระยะนี้ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม เพื่อช่วยให้ต้นมะเขือเทศเจริญเติบโตได้ดี
- ระยะเวลาเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ น้ำ และการดูแล แต่โดยทั่วไปมะเขือเทศเชอร์รี่จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ภายใน 70-90 วันหลังปลูก โดยเลือกเก็บเมื่อผลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงสด เพื่อให้รสชาติหวานอร่อยและได้ผลผลิตต่อเนื่อง
วิธีการปลูกเมล็ดพันธุ์